ทุเรียนกับอาการร้อนในกินยังไงให้สุขภาพดี

หากพูดถึงผลไม้เชื่อว่าหลายคนย่อมมีผลไม้โปรดของตัวเองด้วยกันอยู่แล้ว และเมื่อมีผลไม้โปรดที่ชอบทานกันเป็นพิเศษ เราก็ต้องมีผลไม้ที่เราไม่ชอบเหมือนกันใช่มั้ยคะ ทุเรียนคือผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบในเวลาเดียวกัน

durian1

สำหรับคนไทยเรา เมื่อเริ่มเข้าสู่หน้าของทุเรียน ผลไม้ในความโปรดปรานของใครหลายๆ คน ซึ่งเป็นเสมือนราชาแห่งผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย มีเอกลักษณ์ในตัวเองเป็นอย่างมาก จนหลายๆ คนเมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้วก็ยากที่จะสามารถหยุดความเอร็ดอร่อยไว้ได้เพียงแค่เมล็ดเดียว และแม้ว่าทุเรียนจะมีประโยชน์ เต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่ทว่าการรับประทานที่มากจนเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือที่เราเรียกกันว่า “ร้อนใน” ตามมาได้เช่นกัน

Sick-woman-lying-on-sofa

สำหรับคำแนะนำในการรับประทานทุเรียนอย่างพอเหมาะพอดีนั้น เราต้องทราบเสียก่อนว่าในทุเรียน 100 กรัมจะให้พลังงานสูงถึง 187 กิโลแคลลอรี ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง ไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงของการลดความอ้วนหรือผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยในปริมาณเพียงเท่านี้ของมัน ให้ปริมาณไขมันถึง 4.1 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม และตามมาด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและวิตามินเอ รวมกันประมาณ 18 มิลลิกรัม และหากเรารับประทานทุเรียนในปริมาณ 4 – 5 เมล็ด เราก็จะได้รับพลังงานที่เต็มไปด้วยไขมันและความหวานมากถึง 400 กิโลแคลลอรี่ เทียบเท่ากับข้าว 5 ทัพพี หรือการดื่มน้ำอัดลมถึง 2 กระป๋องเลยทีเดียว

woman-with-handkerchief

การกินทุเรียนที่มากเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายทำงานผิดปกติ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการร้อนใน อันเนื่องมาจากปริมาณแป้งและน้ำตาลที่สูง จึงไปรบกวนระบบการทำงานของร่างกาย หรือเป็นผลไม้ประเภทหยางคือธาตุร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปก็จะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสะสมเพิ่มมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดแผลในช่องปาก เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ มีไข้ และปวดหัวตามมา และถ้าหากรับประทานมากจนเกินไป ก็จะทำให้รู้สึกแน่นท้อง อึดอัด ร้อนรุ่ม อยู่ไม่เป็นสุข และกระวนกระวายตามมา ดังนั้น วิธีการแก้สำหรับคนที่รับประทานทุเรียนมากจนเกินไป ก็คือการแก้ด้วยธาตุเย็นเพื่อไปดับความร้อน โดยการรับประทานอาหารที่มีรสจืด เปรี้ยว ผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น แตงโม ส้มและสับประรด เป็นต้น พร้อมกับการดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้อาการร้อนในจากทุเรียนทุเลาลงได้

ส่วนการรับประทานทุเรียนอย่างพอเหมาะพอดีก็ไม่ควรมากเกิน 2 เมล็ด ต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว รวมไปถึงผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มาใหม่ๆ เพราะจะทำให้เมาเร็ว และยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย