สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนพาลูกจัดฟัน

ปัจจุบันเรื่องของการจัดฟันกลายมาเป็นกระแสแฟชั่นอย่างหนึ่งในกลุ่มเด็กวัยรุ่นไปเสียแล้ว บางคนไม่ได้มีปัญหาฟันมาก แค่ฟันเกเพียงเล็กน้อยก็อยากสวยและเข้ารับการจัดฟันซะแล้ว ทั้งที่แท้จริงนั่นอาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักที่จำเป็นเลยก็ได้ โดยที่สาเหตุที่ควรเข้ารับการจัดฟันแท้จริงนั้น ทันตแพทย์จะแนะนำให้จัดฟันก็เนื่องจากแก้ไขปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพช่องปาก และส่งผลให้พัฒนาการของฟันแท้และโครงสร้างรูปหน้ามีการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้น เรามาดูกันเพิ่มเติมดีกว่านะคะว่าลักษณะฟันแบบไหนที่เรียกว่ามีปัญหาควรรับการจัดฟัน และเมื่อเด็กๆ ต้องการจัดฟันคุณพ่อคุณแม่ควรจัดการอย่างไร

visit-to-dentist1

ลักษณะปัญหาของฟันที่ควรเข้ารับการจัดฟัน
ปัญหาฟันยื่น

เด็กที่มีฟันยื่นควรได้รับการจัดฟัน เพื่อเรียงฟันให้เป็นระเบียบสวยงาม ไม่ยื่นออกมา เพราะปัญหาฟันแบบนี้หากได้รับอุบัติเหตุหรือหกล้ม โอกาสที่ฟันจะหักค่อนข้างมีสูง และการจัดฟันให้เป็นระเบียบยังช่วยทำให้เด็กสามารถพูดออกเสียงได้ชัดเจนเป็นปกติมากขึ้นอีกด้วย

ปัญหาฟันเกหรือมีฟันซ้อนกันมาก
นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทันตแพทย์แนะนำให้ควรจัดฟัน เพราะเป็นอุปสรรคในการทำความสะอาดฟันได้อย่างทั่วถึง หากปล่อยไว้นานย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาฟันผุตามมาได้

ปัญหาฟันล่างหน้าคร่อมฟันหน้าบน
หากปล่อยไว้ไม่ยอมเข้ารับการจัดฟัน จะส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนไป โดยคางจะยิ่งยื่นยาวมากขึ้น

Side-view-of-a-dentist

การเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนจัดฟัน
เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปตรวจฟันกับทันตแพทย์ และหากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าลูกของคุณควรได้รับการจัดฟัน เพื่อแก้ไขปัญหาสบฟัน คุณควรสำรองเงินไว้สำหรับการจัดฟันที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท และต้องบอกให้เขาเตรียมตัวเตรียมใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย เพราะระหว่างที่จัดฟันนั้นภายในช่องปากของเขาจะมีลวดดัดฟันดัดอยู่เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี เรื่องของการรับประทานอาหารและการทำความสะอาดฟันก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง สุขภาพเหงือกและฟันอาจจะมีอาการระคายเคืองและมีความรู้สึกเจ็บร่วมด้วย ทั้งยังต้องหมั่นเข้าพับทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันทุก 4-6 สัปดาห์

แต่ในกรณีที่ลูกไม่ได้มีปัญหาฟันมากซึ่งถือว่าไม่ได้มีความจำเป็นแต่อย่างใดในการจัดฟัน หรือต้องการจัดฟันเพื่อให้ฟันเรียงกันเป็นระเบียบสวยงาม คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าคุณยินดีที่จะเสียเงินในส่วนนี้หรือไม่ พร้อมกันนี้ อย่าลืมสอบถามความสมัครใจของลูกด้วยว่าพร้อมรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระหว่าง 1-2 ปีนี้ได้แน่นอนหรือเปล่า หากทุกคนตัดสินใจแน่นหนักแล้วว่าต้องการจัดฟัน ถ้าเช่นนั้น ก็เข้ารับคำปรึกษาและจัดฟันกับทันตแพทย์ที่ไว้ใจได้เลยค่ะ