อาหารเช้าสำหรับลูกที่ไม่ควรพลาด เสริมการเรียนและสุขภาพได้ดี

การกินอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้ออาหารสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่เฉพาะวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายควรได้รับอาหารเช้าเท่านั้น แต่ในเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเรียนด้วยแล้ว การกินอาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันมีผลต่อด้านการเรียนด้วยนั่นเอง มาดูกันนะคะว่าอาหารเช้าสำหรับลูกน้อยที่คุณรักควรมีอะไรบ้าง และหากร่างกายไม่ได้กินอาหารเช้าจะส่งผลเสียอย่างไร ตาม Beautifulstarthere.com มาดูคำตอบไปพร้อมกันเลยค่ะ

1.1bigstock Child With No Appetite

ผลเสียจากการไม่กินอาหารเช้าสำหรับเด็กวัยเรียน
เด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้าจะทำให้เกิดผลเสียตามมาแน่นอน โดยเฉพาะการเรียนและสุขภาพ เพราะในขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะเกิดการเผาผลาญตลอดเวลา ตั้งแต่เย็นจนถึงเช้าหากเราปล่อยให้ร่างกายไม่ได้รับอาหารมื้อเช้าเข้าไปก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ส่งผลกระทบมายังร่างกายทำให้มีอาการหงุดหงิด อ่อนเพลียและอาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้ นั่นเพราะสมองไม่ได้รับน้ำตาลกลูโคสเข้าไปหล่อเลี้ยงเพียงพออาการดังกล่าว หากเกิดขึ้นในช่วงเวลาเรียนก็ย่อมทำให้เด็กๆ ไร้สมาธิในการเรียน ทำให้เกิดโรคกระเพาะจนอาจต้องหยุดพักการเรียนไปด้วย เพราะฉะนั้น นักโภชนาการจึงแนะนำอาหารมื้อเช้าสำหรับเด็กโดยควรได้รับสารอาหารกลุ่มประเภทต่างๆ อย่างเหมาะสมดังนี้

1.2 Medicines and hot tea in front

กลุ่มอาหารจำพวกแป้ง
เป็นแหล่งของสารอาหารที่เราเรียกกันว่า คาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แนะนำให้คุณแม่เลือกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องหรืออาจเป็นขนมปังโฮลวีทก็ได้ นอกจากนี้ อาหารเช้าที่ทำมาจากธัญพืชก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คาร์โบไฮเดรตตามที่ร่างกายต้องการเช่นกัน ทั้งยังมีเส้นใยอาหารให้ร่างกายค่อยๆ ย่อยและดูดซึม กลายมาเป็นพลังงานที่จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ส่งผลให้ร่างกายของเด็กมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดทั้งสมาธิและส่งผลให้อารมณ์ดีได้ด้วยค่ะ      

กลุ่มอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
เป็นแหล่งของสารอาหารที่ให้โปรตีน ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น คุณแม่จึงควรเลือกประกอบอาหารที่มีเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น ไข่ ปลา หมูและไก่        

1.4 breakfast for child care

กลุ่มอาหารจำพวกผักและผลไม้   
อาหารกลุ่มผักผลไม้นั้นเป็นแหล่งของสารอาหารนานาชนิด ทั้งนี้ยังมีผลการวิจัยพบอีกว่าวิตามินซีนั้นมีส่วนช่วยเสริมสร้างสมาธิ ความจำจึงทำให้การเรียนดีขึ้น ซึ่งให้ผลลัพธ์เดียวกันกับธาตุเหล็กที่จะทำให้เด็กมีสมาธิ ไม่เกิดอาการง่วงซึมหรือง่วงนอนระหว่างเรียนด้วยนั่นเองค่ะ     

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม    
ไม่ว่าจะเป็นนมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมต่างๆ ไม่เพียงให้โปรตีนและแคลเซียมสูงเท่านั้น แต่ยังมีวิตามินหลายชนิดที่จะเข้าไปบำรุงร่างกายและบำรุงสมองได้ด้วยในขณะที่โยเกิร์ตจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้แข็งแรง ทำให้สุขภาพร่างกายของเด็กแข็งแรงตามขึ้นด้วย   

 1.5 breakfast for child care

ปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันอย่างเหมาะสม
– ไข่ 1 ฟอง
– นมสด ปริมาณอย่างน้อย
2 แก้ว (1 แก้ว = 250 มิลลิลิตร)
– เนื้อสัตว์
3-4 ช้อนโต๊ะ แนะนำเนื้อปลาที่ให้กรดไขมันจำเป็นอย่างโอเมก้า-3 เนื้อปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาช่อน ส่วนปลาทะเลก็ได้แก่ ปลาทู ทูน่า แซลมอนและแมคเคอเรล เป็นต้น นอกจากอาหารทะเลแล้ว ตับก็จัดเป็นแหล่งของสารอาหารชั้นดีหรือคุณแม่อาจจะเลือกเป็นเนื้อไก่หรือเนื้อหมูก็ได้ เพราะให้ธาตุเหล็กสูง ดังนั้น ควรทำอาหารที่มีวัตถุดิบดังกล่าวให้ได้หลากหลายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อยค่ะ

ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ 1-2 ถ้วยหรือขนมปังโฮลวีท   

1.6 breakfast for child care

ผักสุก 1/2 – 1 ถ้วยตวง แนะนำให้เลือกผักต่างๆ หลากหลายสี เน้นผักสีเขียวเข้มอย่างบล็อกโคลี่ ตำลึง ผักโขม ผักสีเหลือง เช่น ฟักทอง ผักสีแดงอย่างมะเขือเทศและผักสีส้มอย่างแครอท

ผลไม้สด 1/2 – 1 ถ้วยตวง ควรเลือกผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง โดยผลไม้นั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมีรสเปรี้ยวเสมอไป อย่างเช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะละกอและส้ม
– น้ำมันพืชปริมาณ
2 ช้อนชา แนะนำให้คุณแม่ใช้น้ำมันรำข้าวสลับกันกับน้ำมันถั่วเหลืองในการทำอาหารให้ลูกค่ะ

นี่คือกลุ่มอาหารที่ร่างกายของเด็กควรได้รับอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยๆ ในแต่ละสัปดาห์คุณแม่ควรเลือกกลุ่มอาหารเหล่านี้มาทำให้ลูกได้ทานอย่างสม่ำเสมอสัก 2-3 ครั้งเป็นระยะ ก็จะทำให้เขาได้รับสารอาหารจำเป็นอย่างครบถ้วน ส่งผลด้านการเรียนและด้านการเจริญเติบโตสมวัยได้เป็นอย่างดีแล้วค่ะ